“อาร์ค สาโรจน์” กับหนังสือภาพถ่ายศิลปะ/อีโรติก

ผู้กำกับภาพยนตร์ ศิลปิน และช่างภาพชาวไทย “อาร์ค สาโรจน์” เปิดตัวหนังสือภาพถ่ายศิลปะ/อีโรติกเล่มแรกของเขาชื่อว่า “Lust and Love” ที่พัลซ์ สีลม และจะวางจำหน่ายที่พัลซ์ทุกสาขาทั่วกรุงเทพฯ

หนังสือเล่มแรกนี้นำเสนอภาพถ่ายบุคคลของนายแบบชาย หรือ “มิวส์” ออกแบบมาให้สอดคล้องกับผลงานของ Peter Hujar ช่างภาพชาวอเมริกันผู้ล่วงลับไปแล้ว ทั้งในด้านสุนทรียภาพและอารมณ์ความรู้สึก โดยผลงานของ “อาร์ค” ที่มีภาพบุคคลทั้งภาพขาวดำและภาพสีนั้น ได้ตั้งชื่อขอบเขตเหล่านี้อย่างเปิดเผย

“อาร์ค” ชี้ให้เห็นว่าความรักและตัณหาเป็นประสบการณ์ทางจิตวิทยาที่แตกต่างกัน ความรักนั้นเชื่อมโยงกับขอบเขตของ “ผู้อื่น” และมีลักษณะพิเศษคือการเชื่อมต่อทางอารมณ์ที่ลุ่มลึกกว่า ซึ่งมักมีรากฐานมาจากความปรารถนาที่จะได้รับการจดจำและการยอมรับจากคนที่รัก ความรักจะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกไม่เห็นแก่ตัวและความปรารถนาที่จะดูแลและเลี้ยงดูอีกฝ่าย ในทางกลับกัน ตัณหานั้นเกี่ยวข้องกับ “จินตภาพ” และขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาทางกายและแรงดึงดูดที่เหนียวแน่น ตัณหาจะเอาตัวเองเป็นหลักและมีแนวโน้มที่จะมองผู้อื่นเป็นวัตถุ ซึ่งลดทอนให้ผู้อื่นกลายเป็นสิ่งสนองความพึงพอใจ

ทำใมภาพถ่ายออกมาแนวนี้?

เอาจริงๆ มันเหมือนช่างภาพทุกคนในโลกนี้ที่บางที เราถ่ายภาพอะไรสวยๆ ก่อนแต่ไม่มีใครสนใจ พอมาเริ่มทำ Erotic แล้วทำใมคนมากด Like เยอะวะ ทำใมคนมาสนใจจนตอนนี้มีคนติดตาม ถ้าดูในเล่มนี้ เรามีภาพ Scenery ภาพบางภาพที่เราถ่ายที่ไม่ใช่ภาพนู้ดนะ เราใส่เข้าไปในเรื่องช่วยเล่าเรื่องด้วย พอเรารู้สึกว่ามันมีอะไรบางอย่างคล้ายๆ กัน มันมี Mood เดียวกันอยู่ในนั้น

เวลาเราถ่ายภาพ Erotic เราโฟกัสอย่างไร?

หลายคนคิดว่าคนที่ถ่ายรูป Erotic แบบเงี่ยนมาก พูดจริงๆ ผมรู้สึกว่าเวลาทำงาน สมองเราจะสวิตช์ไปอีกฝั่งหนึ่ง

ภาพถ่ายแบบนี้ต้องเริ่มจากความเงี่ยนมาก่อนหรือเปล่า?

ไม่ คือ ถ้าถ่ายเล่นๆ เราเข้าใจได้ว่าสมมุติว่าเราถ่ายเล่นๆ กับแฟนเรา ความเงี่ยนมาก่อน แต่พอมันจริงจังแล้ว สมองมันจะสวิตช์เพราะจะต้องหา Form และแสง แล้วมันไม่เงี่ยน พอสมองสวิตช์แล้ว  เรารู้แล้วว่า ตอนนี้เราโฟกัสอยู่ที่ Form ของงานศิลปะนี่หว่า มันไม่เงี่ยน เพราะว่าผมเคยรู้สึกว่า ถ้าถ่ายเล่นๆ แล้วเงี่ยน ไม่มีรูปไหนดีสักรูปหนึ่ง พอมันสวิตช์ปุ๊บ มันแบบ เฮ้ยกูต้องหาแสง ห้องนี้แสงอยู่ตรงไหน ต้องจัดวางอย่างไร Composition มันเป็นอย่างไร ไม่มีใครสามารถเงี่ยนได้

เราโฟกัสอย่างไรว่า ภาพแบบไหนเป็นอาร์ตหรือความสวยงาน แทนความเงี่ยน?

คือจริงๆ ผมรู้สึกว่าความเป็นฟิล์มมันช่วยเพราะว่าเวลาเราทำหนัง เราจะตั้งคำถามเสมอว่า มันจำเป็นต้องนู้ดมั้ย เราก็กลับมาใช้อันนั้นเลยว่ามันจำเป็นต้องเห็นขนาดไหน บางทีเราถ่ายทั้งหมดเลย แต่วิธีเราเลือก เราเลือกแล้วและเราไฟนอลงาน เราเลือกว่ามันจำเป็นจะต้องเห็นขนาดไหน เพราะบางที เรารู้สึกว่ามันประจัญหน้าเกินไป ผมก็ไม่ชอบเหมือนกันนะ เราเลือกที่จะซ่อน เพราะผมรู้สึกว่าบางรูปในหนังสือไม่เห็นอวัยะเพศเลยแต่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วจินตนาการมันเตลิด ผมรู้สึกว่าภาพที่ดี ต้องทำให้จินตนาการเตลิด คนดูจะต้องจินตนาการแล้วว่า มันเกิดอะไรขึ้น สองคนนี้เป็นอะไรกัน กล้องอยู่ที่ไหน ทำใมถ่ายรูปนี้ออกมาได้ โดยที่รูปไม่เห็นอวัยวะเพศใดๆ ทั้งสิ้น ผมรู้สึกว่าภาพแบบนี้เป็นภาพที่ดี

คนไทยทั่วไปยังอาจจะไปเข้าใจว่า ภาพที่เห็นอวัยวะเพศมันเป็นศิลปะอย่างไร?

แหมคนเรายังไปดูภาพพระเยซูเปลือยที่ Luft ที่ฝรั่งเศส เขายังเห็นว่าเป็นศิลปะเลย อันนี้ผมเลยตั้งคำถามเลยว่ามันมีเซ็ตหรือโซนในเล่มที่พูดงานคลาสสิค ผมตั้งคำถามว่าทำใมคนเรายี้กับร่างกายมนุษย์ที่เป็นภาพถ่ายในปัจจุบันมากขนาดนั้นวะ คุณยังยอมเสียตังหลายหมื่นหลายแสนไปดูงานที่ฝรั่งเศสเป็นภาพคนเปลือยเหมือนกัน ทำใมแค่เวลามันต่างกันหรือแค่แบบ อันนั้นเป็นภาพกิจกรรมกันอันนี้เป็นภาพถ่าย มันหยาบกร้านขนาดนั้นเลยหรือ

แสดงว่าคุณมองร่างกายเป็นอีกแบบหนึ่ง

ใช่ ผมรู้สึกว่ามันควรจะเป็นเรื่อง Positive ด้วยซ้ำ มันควรจะเป็นเรื่องที่เราพึงพอใจในร่างกายเราด้วยซ้ำ ผมว่ายิ่งละอายแก่ใจมากเท่าไหร สังคมก็ยิ่งปิดมากเท่านั้น ผมรู้สึกว่ามันเหมือนกับว่า Sex Work ทำใมไม่ถูกกฏหมายสักที ทั้งที่เราเห็นกันตำตาในประเทศเรา เพราะเราละอายแก่ใจมากจนเราไม่สามารถให้สิทธิ์ความเป็นมนุษย์ของคนที่ทำงาน Sex Work ได้เพราะเราละอายแทนเขา เขาไม่ได้ละอายเพราะเขาทำงาน เราตีกรอบตัวเองว่าเราละอายเรื่อง Sex

เหมือนมองร่างกายอิงไปทางศาสนา

ใช่ครับ ผมรู้สึกว่าร่างกายคือสิ่งที่ ถ้าพูดในทางคริสต์นะ ร่างกายคือสิ่งที่พระเจ้าให้มาที่มีคุณค่าที่สุดของชีวิตแล้ว เราต้องรักร่างกายเรา เราจะละอายกับมันทำใม

อะไรทำให้เรามารวบรวมภาพไว้ในหนังสือเล่มนี้?

เขาเรียกว่าปิด Chapter ในชีวิตมั้ง เพราะว่าผมเคยมี ช่วงหนึ่ง Sex มันมืดมน เหมือนการจากลา คนที่เรารักตายไป เสียชีวิตไป หรือต้องจากกัน มันรู้สึกว่าความสัมพันธุ์มัน Dark เลย พอเราได้เจออะไรที่มันเปลี่ยนมุม มันพลิกไปเป็นสีสัน มันเลยกลายเป็นหนังสือเล่มนี้ มันกลายเป็นภาพสี มันกลายเป็นอะไรที่ดูเหมือนหนัง ความทรงจำสวยงามขึ้น ตอนนี้กำลังจะปิดโซนนี้แล้ว ผมต้องทำหนังสือให้มันจบ ซึ่งในอนาคต เราก็อาจจะพูดถึงเรื่องอื่นก็ได้ ผมอาจจะเอา Mood นี้มาทำภาพเคลื่อนไหวหรือเป็นหนังก็ได้ อีก 2 ปีผมอาจจะทำหนังมาฉายก็ได้ ใครจะรู้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *