“นท พนายางกูร” ออกจากวงการเพราะไม่เป็นตัวเอง

นักร้องสาวมาดติสท์ “นท พนายางกูร” เปิดใจหลังห่างหายจากเส้นทางดนตรีเพื่อไปทำงานด้านการอนุรักษ์พร้อมเล่าสาเหตุที่ออกจากวงการเพราะไม่มีความสุขไม่เป็นตัวเองจนขาดความมั่นใจถึงขนาดไม่กล้าร้องเพลงและกลัวเสียงร้องของตัวเองในรายการ WOODY FM ทาง Podcast, Facebook, YouTube ทุกวันพุธ เวลา 19.00 น.

วันนี้นท พนายางกูรเป็นตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์?
นท: ใช่ค่ะ

เข้าวงการมาตอนอายุเท่าไร?
นท: ตอนนั้นอายุ 17 ค่ะเข้าเดอะสตาร์

ชีวิตตอนนั้นเป็นยังไง?
นท: ตอนนั้นก็ท้าทายแล้วก็รู้สึกว่ามันสอนให้เราเป็นคนที่เราเป็นในปัจจุบันนี้ได้ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือว่าการอยู่กับคนทำให้เราเห็นทุกมิติการทำงานของมนุษย์และทำให้เข้าใจการที่จะเอาใจเขามาใส่ใจเรา

เรื่องที่หนักในชีวิต?
นท: หลักๆก็คือไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง 100 % แต่คือนทเองก็สุดโต่งเหมือนกันนทมาจากคนที่ไม่ได้ติดตามวงการบันเทิงเลยไม่มีทีวีในห้องนอนไม่ดูทีวีในชีวิตประจำวันทำให้เราไม่รู้ว่ามันเป็นยังไง

ทำไมถึงตัดสินใจไปประกวด?
นท: เพราะว่าชอบร้องเพลง

ความรู้สึกช่วงที่ออกจากวงการบันเทิง?
นท: รู้สึกโล่งนะเราอยากหาบาลานซ์ที่ดีกับการใช้ชีวิตในวงการนี้ในการทำงานในวงการนี้ต่อไปเพราะหรือสึกว่าที่ผ่านมามันอาจจะไม่มีความสมดุลในการใช้ชีวิตอย่างเปิดเผยอะไรที่มันเป็นส่วนตัวเยอะเกินไปซึ่งเราอาจจะไม่สบายใจก็เลยถอยกลับมาหาบาลานซ์ให้กันและกันรู้สึกว่ามันแฮปปี้กว่าพอมีบาลานซ์ที่ดีพอเราอยู่ในวงการบางทีเราก็หลงระเริงไปกับอะไรหลายอย่างที่มันเกิดขึ้นเพราะชีวิตมันเร็วมากทุกวันทำงานทุกวันเจอคนเยอะมากมีอะไรเข้ามาเต็มไปหมดเลยทำให้บางทีเราไม่สามารถกลับมาเข้าใจว่าจริงๆแล้วเราเป็นใครต้องการทำอะไรและเรามีเป้าหมายอะไรในชีวิตนี้

เริ่มตั้งคำถามตอนไหน?
นท: เริ่มตอนที่เรารู้สึกว่ามันไม่มีความสุขทำงานทุกวันแต่รู้สึกว่าไม่รู้ทำไปเพื่ออะไรทำไปเพื่อใครแล้วทำให้อะไรดีขึ้นหรือเปล่าใช่เราร้องเพลงทำให้คนมีความสุขได้ทำโน้นนี่ที่เป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ทำให้คนมีความสุขแต่ว่านอกเหนือจากนั้นล่ะอะไรที่มันลึกซึ้งกว่านั้นการที่เราได้ร้องเพลงการที่เราได้เล่นละครมันทำให้โลกดีขึ้นหรือเปล่าเราสร้างอิมแพคอะไรที่ใหญ่กว่าคำว่าความสุขหรือเปล่า

คุณตัดสินใจยังไงต่อ?
นท: เมื่อเราโชคดีมาอยู่ตรงนี้มีแพลตฟอร์มที่คนรู้จักคนติดตามควรใช้ตรงนี้ให้มันมากกว่าแค่ความสุขควรให้ความรู้ความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิ่งที่สำคัญเช่นการรู้จักตัวเองการเข้าใจตัวเองเหมือนที่เราผ่านมาหรือว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม

เคยมีไหมที่ไม่ชอบแล้วถูกบังคับให้ทำหรือให้เลือก?
นท: ช่วงที่เข้าวงการใหม่ๆค่ะตอนที่อยู่ภายใต้สัญญาแต่ว่าทั้งหมดทั้งมวลนทก็รู้สึกว่ามันก็สอนให้เราเข้าใจว่าการที่เราทำงานตรงนี้ไม่สามารถที่จะบอกว่าฉันต้องการอย่างงี้แล้วฉันต้องได้ 100% เราต้องฟังคนอื่นฟังทีมงานฟังคนที่เขาเป็นผู้ลงทุนกับตัวเรา ซึ่งตอนนั้นมันยากนะแล้วก็มีการฝ่าฟันหลายอย่างมากเคยมีช่วงหนึ่งที่เรามีแต่การพูดลบๆเกี่ยวกับสิ่งนี้เรารู้สึกว่ามันไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมีแต่การปล่อยพลังงานลบไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นมีแต่ปัญหาที่เกิดขึ้น

เรื่องที่เศร้าที่สุดในชีวิต?
นท: การที่นทเข้าวงการใหม่ๆนทต้องร้องเพลงหรือว่าต้องPerform อะไรที่มันไม่ได้เป็นตัวเองเวลาที่เราร้องบางทีเราก็ต้องร้องตามที่เขาเทรนนิ่งตามที่เขาบอกมันทำให้เวลาที่เราร้องเพลงเราใช้กล้ามเนื้อในคอใช่ไหมพอเราร้องไปเรื่อยๆกล้ามเนื้อมันจำมันเป็น Muscle Memory ทำให้เสียงเราเวลาร้องเพลงมันเปลี่ยนจากตั้งแต่เด็กเราชอบร้องเพลงมากชอบฟังเสียงตัวเองอาบน้ำก็ร้องเพลงขับรถก็ร้องเพลงกลายเป็นว่าไม่กล้าร้องเพลงไปเลยกลัวเสียงตัวเองเป็นเหมือนแผลในใจเรื่องการเปล่งเสียงออกมา เพราะว่าเรากลัวเสียงร้องตัวเองไปเลยเป็นอยู่นานเพิ่งแก้ไขได้ไม่กี่ปีนี้ประมาณเกือบ 10 ปีได้

ทุกครั้งที่จะต้องร้องขึ้นมามันรู้สึก?
นท: ไม่มั่นใจรู้สึกว่าตัวเองร้องเพลงไม่เพราะนทว่าก็ต้องรักตัวเองเยอะๆ แล้วก็ยกโทษให้ตัวเอง ไม่ใช่แค่ยกโทษให้คนอื่น แต่ยกโทษให้ตัวเองที่ทำให้เสียงตัวเองเปลี่ยนหลายๆคนอาจจะไม่ค่อยชินกับการยกโทษให้ตัวเองใช่ไหมนทว่าอันนี้เป็นอะไรที่มันสำคัญมากเพราะถ้าเราสามารถยกโทษให้ตัวเองได้สามารถที่จะบอกรักตัวเองแล้วก็สามารถที่จะแชร์สิ่งนี้ให้กับคนอื่นเพราะถ้าเราไม่สามารถทำอย่างงี้กับตัวเองก็ไม่สามารถทำกับคนอื่นได้

สามารถร้องได้แล้วตอนนี้?
นท: ใช่ตอนนี้ก็แฮปปี้แล้วอย่างหนึ่งที่ช่วยมากคือการร้องคาราโอเกะกับเพื่อนๆ (หัวเราะ)

หลังจากหมดสัญญาไปทำอะไรบ้าง?
นท: หมดสัญญานทก็ไปทำวงอิเล็กทรอนิกส์ชื่อว่าX0809 ได้ทำในหลายๆอย่างที่เราเคยฝันว่าอยากทำในแง่ดนตรีพอไม่มีค่ายเราต้องทำทุกอย่างเองแล้วมันถึงจุดหนึ่งที่เวลาเราเดินทางไปต่างประเทศต้องทำทุกอย่างเองแล้วมันเกิดภาวะหมดไฟเพราะว่ามันเหนื่อยเกินไปหลังจากนั้นก็กลับมาทำงานศิลปะอีกรอบหนึ่งก็พูดถึงเรื่องพลังงาน เรื่องการรักษา เรื่องการหายใจ พอทำตรงนี้ไปถึงจุดหนึ่งก็รู้สึกว่าเราเริ่มเต็มแล้วรู้สึกว่าเราฮีลตัวเองในการฮิลคนอื่นๆ ไปด้วยในระดับหนึ่งก็เลยรู้สึกว่าเราอยากจะสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยเพราะพอเราทำไปถึงจุดหนึ่งแล้วรู้สึกว่าจริงๆแล้วมันเกี่ยวข้องกันหมดเลย ทุกวันนี้จะมี 2 โปรเจกต์หลักที่ทำจะมีแพลตฟอร์มชื่อว่า HIGH ON YOUR OWN SUPPLY ไม่แสวงหาผลกำไร เป้าหมายของเราก็คือเชื่อมโยงคนกับตัวเองและเชื่อมโยงคนกับธรรมชาติ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *