“แจ็คกี้ ชาน” เหมือนตัวเองตอนเด็กใน “Karate Kid”

“แจ็คกี้ ชาน” กลับมารับบท “มิสเตอร์ฮัน” ผู้ฝึกฝน “ลี ฟง” หลานชาย ด้วยการผสมผสานคาราเต้และกังฟูเข้าด้วยกัน เพื่อที่จะทำให้เขากลายเป็นแชมเปี้ยนในทัวร์นาเมนต์คาราเต้เดิมพันสูงในนิวยอร์ก ในภาพยนตร์เรื่อง “Karate Kid: Legends – คาราเต้ คิด ผนึกพลังตำนานนักสู้” รอบพิเศษ 10-13 กรกฎาคม รอบ 14.00 – 17.00 น. ก่อนฉายจริง 17 กรกฎาคม ในโรงภาพยนตร์

ชาน กล่าว   “ผมอยากจะกลับมาหาบทนี้อีกครั้ง เพราะผู้ชมอยากจะกลับมาครับ เรามองหาเรื่องราวที่ดีและรอคอยมาตลอด  หนังเรื่อง Karate Kid ภาคแรกเข้าฉายเมื่อ 40 ปีก่อน  และมันก็ประสบความสำเร็จมากๆ ทุกคนชอบหนังเรื่องนั้น จนในที่สุด โซนี่ พิคเจอร์ส ก็ได้เรื่องราวที่เหมาะสมสำหรับภาคนี้ เขาได้โทรมาหาผม ส่งบทให้ผมดู และผมก็ตอบตกลงทันที ตอนที่ผมได้พบ เบน [หวัง]  โซนี่ ได้ทำการออดิชันไปทั่วโลกเพื่อตามหาคาราเต้ คิดคนต่อไป ผมก็ได้ดูวิดีโอของเบน ผมเห็นเด็กหนุ่มคนนี้ ที่แสดงและต่อสู้ได้อย่างยอดเยี่ยม ผมคิดว่าเขานี่แหล่ะคือ คาราเต้ คิด คนต่อไป แล้วผมก็เข้าไปซ้อม เราซ้อมซีเควนซ์ฝึกฝนและฉากแอ็กชั่นที่ยุ่งยาก  ผมฟังเขาพูด  เขาพูดภาษาจีนกลางและอังกฤษได้คล่องแคล่วมากๆครับ  ผมได้เห็นทีมสตั้นท์ฝึกกับเขา และผมก็ต้องร้องว้าว เขาดูสบายๆ กับการต่อสู้  เมื่อพวกเราอยู่ในกองถ่าย ทำความรู้จักกับเขาได้สอง-สามสัปดาห์ เขาเป็นเด็กที่ค่อนข้างตลก สร้างสรรค์ และฉลาดมากๆ ตอนที่ผมมองดูเขา มันเหมือนกับผมได้มองดูตัวเองตอนเล็กๆอยู่เลย ผมไม่เคยหยุดกระโดด เคลื่อนไหว เรียนรู้ และเตะต่อย ผมไม่เคยเหนื่อย หลังจากที่ผมได้เห็นเขาต่อสู้มาสอง-สามวัน ผมก็รู้แล้วว่าเขาเพอร์เฟ็กต์สำหรับบทนี้มากครับ ส่วน โจนาธาน  ผกก. เขามีบรรยากาศที่เจ๋งมากๆ มีทรงผมเจ๋งๆ แว่นตาเจ๋งๆ ทุกอย่างเลย เขาเป็นคนที่เจ๋ง ผมก็เลยรู้ว่าเขาจะสร้างหนังที่เจ๋งได้แน่ๆ นอกจากนั้น ผมยังชอบที่หนังของเขาได้นำโลกทั้งสองใบมาเจอกัน และหลอมรวมศิลปะการต่อสู้ทั้งสองสไตล์เข้าด้วยกันครับ  เราทำงานเป็นทีม ถ้าทุกคนตื่นเต้น แล้วคุณดึงเอาพลังงานนั้นออกมาได้ มันก็จะทำให้เกิดหนังดีๆ ครับ  หนังเรื่องนี้ เราเคารพในแอ็กชั่น เคารพในศิลปะการต่อสู้ ความเคารพในจิตวิญญาณ ผมได้ใส่ข้อคิดแบบนั้นลงไปในหนังเรื่องนี้ด้วยครับ นี่คือเรื่องราวที่นำครอบครัวสองครอบครัวที่มีความหลังร่วมกันมาอย่างยาวนานให้มาเจอกัน พวกเขาร่วมมือกันเพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายของพวกเขาและท้ายที่สุดก็เปลี่ยน “ความท้าทายของฉัน” ให้กลายเป็น “ความท้าทายของเรา” มันไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการร่วมมือกันในโลก ณ ตอนนี้อีกแล้วครับ”  

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *