“Part of, Not Apart From” นิทรรศการศิลปะร่วมสมัย โดย 333Artlink นำเสนอผ่านผลงานศิลปะที่หลากหลาย ทั้งประติมากรรม วัตถุจัดวาง และการทดลองเชิงสร้างสรรค์ที่พูดถึงร่องรอยของมนุษย์ที่ทิ้งไว้บนโลก ไม่ว่าจะเป็นในดิน ในน้ำ หรือแม้แต่ในอากาศ พร้อมตั้งคำถามถึง “ยุคแอนโทรพอซีน” (Anthropocene) หรือยุคที่มนุษย์มีอิทธิพลต่อระบบนิเวศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแต่ธรรมชาติ ไม่ได้ยอมจำนนง่าย ๆ ผ่านมุมมองของศิลปินทั้ง 4 ได้แก่ อมรเทพ มหามาตร, ชัชชัยวัชร ชังชู, ปรัชญา เจริญสุข และวริศรา จิรัฐิติเจริญ ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 กันยายน 2568 และขยายเวลาวันศุกร์ที่ 1, 8, 15, 22, 29 สิงหาคม และ 5, 12, 19, 26 กันยายน จากเวลา 8:00 – 17:00 น. เป็น 8:00 – 21:00 น. ณ noble PLAY ติดรถไฟฟ้า BTS เพลินจิต ทางออก 1 หรือ 5

นิทรรศการนี้ไม่ได้มองแค่บทบาทของมนุษย์ แต่ยังชวนจินตนาการถึงเสียงของธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่กำลังพยายามอยู่ร่วมกับเรา ทั้งต้นไม้ พืชพันธุ์ สัตว์ หรือแม้แต่วัสดุธรรมชาติที่แฝงตัวอยู่ในวัตถุจำลองต่าง ๆ ภายในงานผู้ชมจะได้เห็นทั้งท่อส่งน้ำที่กลายเป็นประติมากรรม ภาชนะที่ดูเหมือนธรรมดาแต่เต็มไปด้วยนัยยะ ไปจนถึงการทดลองดัดแปลงพันธุกรรมพืชจากจินตนาการของ AI ที่ทำให้เราตั้งคำถามถึงอนาคตของสิ่งมีชีวิต
“อมรเทพ มหามาตร”

ศิลปินเซรามิกและสื่อผสมที่ทำงานศิลปะโดยเชื่อมโยงวัสดุธรรมชาติ วัฒนธรรม และเทคนิคหลากหลายแขนงเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน จากภาชนะเซรามิกสู่ประติมากรรมขนาดใหญ่และงานติดตั้งที่นำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ผ่านการเลือกใช้วัสดุที่มีนัยยะเชิงพื้นที่ วัฒนธรรม และวิถีชีวิต
“ผมเป็นนักเซรามิคครับ” อมรเทพ ยืนยัน “ปกติเนี่ยก็ทํางานหลายหลายวัสดุเป็นสื่อผสม ตัวเรื่องราวเนื้อหาของงานเนี่ยเป็นตัวกําหนดวัสดุด้วย ในชุดนี้ผมคิดค่อนข้างจะมองไปที่ตัวเรากับธรรมชาติ ที่มันเชื่อมโยงกันอยู่โดยอาศัยน้ําเนี่ยเป็นตัวเล่าเรื่องความรู้สึกที่มันไม่มีรูปทรง มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา อันนั้นมันก็เปรียบเปรยเหมือนชีวิตของเรา แต่ว่าสิ่งที่เราเกี่ยวข้องน่ะมันมีมากมายในชีวิตแวดล้อมอยู่และในสภาวะที่มันต้องการแสดงให้เห็นถึงการการอยู่ไม่ปกติ เหมือนกับธรรมชาตินั่นแหละที่มันไม่ปกติแล้วเราควบคุมไม่ได้แล้วแสดงอาการของวัตถุที่ลอยน้ําที่คนมาสัมผัสมาแตะแล้วมันเกิดการกระเพื่อมเกิดการสั่นไหว เพราะแรงกระทํานั้นมันหมดลง มันก็คืนสภาพที่กันนิ่ง หรืออาจจะเคลื่อนย้ายไปในที่ต่างต่างอยู่ที่มันมีขอบเขตของมันอยู่ คล้ายคล้ายอย่างงั้นนะฮะ ส่วนใหญ่ ผมใช้โลหะเนี่ยเพื่อทําเป็นฐานงานโดยปกติแล้วก็ความรู้สึกว่าเวลาที่เราเล่นวัสดุร่วมประกอบหลายหลายวัสดุเนี่ย มันทําให้เรามองว่าคือทุกส่วนมันก็คืองาน ผมไม่ได้มองว่า มันคือฐานงานประติมากรรม เพราะฉะนั้นงานฐานงานที่ผมทํามาแต่ไหนแต่ไรมันก็ไม่ใช่กล่องสี่เหลี่ยม มันจะต้องมีอะไรที่มันสัมพันธ์กับลูกเสมอที่เราสร้างขึ้นก่อนแล้วก็ในชุดนี้ก็พยายามให้มันมีเนื้อหาที่มันเป็นตัวของมันเองเป็นไง โดยที่เซรามิกเป็นองค์ประกอบร่วมกับด้านกัน”

“มันค่อยค่อยเป็นภาพจิ๊กซอว์ประกอบอ่ะฮะ คือระหว่างที่ผมทํา ผมตั้งใจจะแสดงงานที่เกี่ยวกับเรื่องเนี้ยที่บ้านที่เชียงใหม่ ทีนี้สภาพแวดล้อมที่เนี่ยมันก็มีต้นไม้มีป่าเขามีอะไรที่ผมชอบไปเที่ยวไปหานู่นหานี่หา inspire แล้วล่ะฮะ บางทีก็ได้วัสดุ บางทีก็ได้ดิน บางทีก็ได้ตัว object อะไรที่จะมาสร้างเป็นต้นแบบของงาน งั้นพอมันอยู่กับข้อมูลชุด ข้อมูลเยอะเยอะ มันก็เกิดความคิดในเรื่องเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ไปงานขาวดําบ่อยมาก มันก็เลยเกิดความรู้สึกแบบ เรารุ่นเรานะ ทําไมมันเป็นอย่างงี้อะไรอย่างเงี้ย แล้วก็ไอ้ที่มันอยู่นิ่งนิ่งรอบรอบตัวความสงบเนี่ยมันก็ทําให้เราเกิดความคิดในการออก หรือว่าเวลาที่ทํางาน ผมก็จะสนุกกับงาน ผมจะไม่ไปโฟกัสอยู่กับไอเดียต้นความคิดแรก ผมก็จะไปต่อเรื่อยเรื่อยในโปรเซสของมัน เพราะว่าข้อดีอย่างเวลาที่เราทํางานที่มันเป็น 3 มิติเนี่ย มันมีงานช่างร่วมที่เราคอนเซ็นเทรตกับมันเนี่ยมันไม่เขียน มันไม่ต้องคิดมันว่า มันเพลิดเพลินด้วย บางครั้งมันมีความสุขแล้วก็เหนื่อยด้วย ใช่ครับ แล้วก็เราก็สนุกแต่เหนื่อย”

เรี่องราวต่างๆ ที่อยู่ในน้ําเนี่ย มันบ่งบอกถึงอะไร
“มันก็เป็นรูปทรงนามธรรมนะฮะ คือผมต้องการรูปทรงที่ดูไม่เป็นอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ให้ความรู้สึกว่ามันหนัก มันหนักแล้วมันมันลอย มันเหมือนตัวเราที่มันแปลกหลายหลายเรื่อง แต่ชีวิตแบบสังขาร ความเจ็บป่วย ความไม่สมบูรณ์ แต่ความคาดหวัง แบบอะไรที่ต้องทําสัพเพเหระ นั่นแหละ แต่ว่าผมตีค่าเป็นก้อนเป็นแมส ไม่เหมือนฮะคล้ายคล้ายมันมีเนื้อหาที่แรกมันเริ่มจากผมทําไป รูปทรงคล้ายคล้ายเป่าเล็กเล็กและก็อยากให้มันโยกเยก แล้วผมใส่น้ําข้างในคือคิดเป็นไอเดียก่อน ชุดความคิดแรกยังไม่ได้ทําอ่าง มีแค่ตัวเนี้ยที่ผมปั้นเป็นชุดเสร็จแล้ว ผมก็เจาะรูไว้เพื่อจะใส่น้ําแล้วก็คิดว่าให้น้ําน่ะเป็นตัวทดแรงเที่เกิดการเที่ยวครั้งแรกเนี่ยมันจะมีความต่อเนื่องจากน้ําข้างในที่ขังอยู่ แต่ว่ามันยังไม่สมบูรณ์ในความคิดว่ามันต้องมีสเกลใหญ่กว่านั้น แล้วก็เกิดให้เกิดเสียงขึ้น”
“ชัชชัยวัชร ชังชู”

ศิลปินเซรามิกที่ผสานเทคนิคการขึ้นรูปด้วยแป้นหมุนเข้ากับประติมากกรรมนามธรรม ถ่ายทอดอารมณ์และสภาวะภายในผ่านรูปทรงและพื้นผิวที่เปี่ยมจังหวะและความเคลื่อนไหว เขาก่อตั้ง Chatchaiwat Pottery Studio ที่จังหวัดแพร่ สตูดิโอที่สะท้อนแนวคิดว่าธรรมชาติและมนุษย์ร่วมกันกำหนดรูปแบบของผลงานที่เน้นการใช้ดิน stoneware ขึ้นรูปด้วยมือ เคลือบด้วยขี้เถ้าพืชและเผาด้วยอุณหภูมิสูง เปิดพื้นที่ให้ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้สร้างความงามที่เกิดจากทั้งความตั้งใจและความบังเอิญอย่างลงตัว

“แรงบันดาลใจมาจากช่วงประมาณปีที่แล้ว มันเกิดน้ําท่วมจังหวัดแพร่ยังไม่ได้มีน้ําท่วมมาประมาณ 30 ปีแล้ว ไม่มีใครคาดว่าจะน้ําท่วม น้ํามันก็มาแล้วก็เกิดผลกระทบต่างต่างมากมายทั้งต่อตัวผมและของเพื่อนเพื่อนของญาติพี่น้องนะครับ มันก็เลยรู้สึกว่า ผมก็เลยมองเห็นไอเดียว่า เออจริงแล้วไอ้น้ําเนี่ยทางน้ําเนี่ยพวกแม่น้ําหรืออะไร น้ําที่เอามาใช้อุปโภคบริโภคหรือทางน้ําเนี่ย มันสําคัญต่อชีวิตเรา แล้วก็เหมือนกับว่าเราเนี่ยไปมนุษย์เนี่ยไปตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยโดยที่ทับทางน้ําเปลี่ยนทางน้ํามันทําให้ธรรมชาติมันเหมือนกับ มากลับมาลงโทษเราในบางครั้งอย่างเงี้ยครับ แล้วผมก็เลยมองไปว่า เออ มันสําคัญกับชีวิตเราครับ แล้วแม้กระทั่งในเมืองหรือในชนบทก็ตามเนี่ย การที่มนุษย์จะต้องไปอยู่ในที่ที่ห่างไกล หรือที่ที่ความศิวิไลซ์อะไรอย่างเงี้ย มันต้องฉีดน้ําขึ้นไปหล่อเลี้ยงชีวิตเราอ่า แล้วไอ้ท่อน้ําพวกเนี้ย มันก็เป็นส่วนสําคัญในชีวิตเรา เมื่อไม่มีมันเนี่ย มันทําให้ชีวิตเรายุ่งยากขึ้นมามาก หรือแม้แต่ที่ห่างไกลเนี่ยที่ไม่มีมันเนี่ย ชีวิตก็ลําบาก การอุปโภคบริโภค”

“เมื่อเรามองจินตนาการว่าถ้าเราตัดตึกรามบ้านช่องทุกอย่างทิ้งไปหมดแล้วเหลือ แต่ท่อน้ําอย่างเดียวเนี่ย มันโยงใยอยู่ในตามเมือง อยู่ในชีวิตเราเต็มไปหมดเลย มันเหมือนกับเส้นเลือดเอาไว้หล่อเลี้ยงชีวิตเรามันน่ะครับ ผมก็เลยรู้สึกว่า เออ มันสําคัญ ทีนี้เนี่ย ผมเนี่ยเป็นคนทํางานเซรามิคอยู่แล้ว ผมก็เลยแน่นอนว่าผมต้องใช้วัสดุเป็นเซรามิคเพื่อมาสื่อสาร มันมีความเปราะบางแตกหักง่าย มันก็เหมือนกับท่อน้ําเนี่ย เวลาเราเจอปัญหาเนี่ย ท่อน้ําแตกท่อน้ําหักเนี่ย ทุกคนต้องเคยประสบปัญหา เราก็ต้องมาจัดการมันเราต้องมาแก้ไขมันตลอดเวลาเงี้ยครับ แล้วมันเหมือนกับว่า อีกประเด็นหนึ่งก็คือมนุษย์เราเนี่ยที่ที่มีความรู้มีทุกอย่างได้เนี่ย เพราะว่าถ้าย้อนกลับไปเนี่ยเพราะว่าเราอยู่เป็นที่ได้เราอยู่มีความเป็นเมืองได้และไอ้ความเป็นเมืองเนี่ย มันทําให้เราเก็บข้อมูลได้เก็บความรู้ของเราได้และความเป็นเมืองนี่มันเกิดขึ้นมาได้เนี่ย เนื่องจากเราสามารถมีเทคโนโลยีที่ฉีดน้ําจากแหล่งต่างต่างเนี่ยเข้าไปหล่อเลี้ยงเราได้ มันก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นความสําคัญกับชีวิตเราอะไรเงี้ยครับ อย่างเช่น อันนี้ก็ผมพยายามทําให้มันรูปทรงมันมีความสูงขึ้นหน่อย มันเหมือนกับเราเนี่ย ท่อน้ําพวกเนี้ย มันขึ้นไปในตึกสูง ขึ้นไปบนเมืองให้คนที่อยู่ข้างบนได้ใช้แต่ท่อเนี้ยจริงจริงแล้วมันถูกหลบซ่อนมันอยู่ตามพื้นมันอยู่ตามซอกหลื่นมันถูกปิดบัง ผมก็เลยอยากจะเอามันมาโชว์ อยากให้เห็นแล้วรีเลทกับชีวิต ซึ่งมันก็ถ้าเกิดว่าเราจะจัดลําดับชนชั้นนะเหมือนกับว่า สิ่งของเนี่ยไอ้ท่อเนี่ยน่าจะอยู่ลําดับล่างล่างสุดเลย แต่ว่ามันสําคัญมันไปหล่อเลี้ยงสิ่งที่อยู่บนสุด ความสัมพันธ์มันไม่เคยมองเห็น แล้วมันก็สําคัญด้วยมันเปราะบางด้วย มันต้องระมัดระวังด้วย ผมทําเอง มีสตูดิโอก็เป็นเรียกว่า เป็นทํา 2 ทางก็คือทําเป็นพล็อตตอรี่ทําเป็นถ้วยจานชามทําเป็นถ้วยชามขายแล้วก็อีกขานึงผมก็ทําโดยใช้วัสดุเซรามิกเป็นหลัก ซึ่งงานต่างต่างเนี่ยก็จะแสดงความเป็นสัจจะของเซรามิกซะส่วนใหญ่ ก็คือ จะเล่นเรื่องการแตกร้าว ความเป็นเซรามิก ความเป็นฟอร์ม มันจะมีงานที่เป็นแบบยุคเก่าเก่าผมด้วย ก็จะเป็นแบบเหมือนเซรามิกแตกแตก มันจะไม่ค่อยสมบูรณ์ ผมจะชอบเรื่องนี้ของมัน ชอบเรื่องความความไม่จีรัง ความแตกหักง่ายอะไรของมันเงี้ยครับ”
“ปรัชญา เจริญสุข”

ศิลปินสื่อผสมจากจังหวัดชุมพร ผู้หยิบยก “ขยะพลาสติกจากทะเล” มาตีความและสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะที่ตั้งคำถามต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมมนุษย์ จุดเริ่มต้นของผลงานเกิดขึ้นระหว่างที่เธอลงพื้นที่สำรวจชายหาดบ้านเกิดในช่วงเรียนปริญญาตรี คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ก่อนพัฒนางานไปสู่ระดับมหาบัณฑิต โดยเจาะลึกถึง “ไมโครพลาสติก” ที่ปะปนอยู่ในทรายและทะเล ซึ่งสะท้อนความเปราะบางของระบบนิเวศและร่องรอยของกิจกรรมมนุษย์ที่ทิ้งไว้

“เบื้องต้นนะก็คือเป็นคนจังหวัดชุมพรค่ะ แล้วก็เกิดและโตที่นั่นแล้วก็มันมีครั้งนึงได้แบบว่าลงพื้นที่ไปที่ชายหาดบ้านเกิดของตัวเองอะค่ะ เป็นหาดทรายรีค่ะที่ชุมพรแล้วก็ไปเจอขยะเยอะมากเลย ก็เลยแบบเริ่มสนใจที่ทํางานเกี่ยวกับขยะทะเลขึ้นมาค่ะ งานชุดนี้มันก็เป็นส่วนหนึ่งในการแบบตอนลงพื้นที่สํารวจอะค่ะ คือมันเจอขยะทะเลซัดขึ้นมากองบนชายหาดเยอะมากมากด้วยก็จริงแต่ว่าสิ่งที่เห็นในระหว่างการสํารวจนั้นน่ะ คือเพิ่งจะเห็นแบบพวกเศษต้นไม้ต้นเล็กเล็กอะค่ะ ที่เหมือนแบบพยายามแทรกตัวเอาชีวิตรอดท่ามกลางขยะเหล่านั้นอะค่ะ คือจริงจริงแล้วไอ้พื้นที่ตรงเนี้ยมันเป็นมันเป็นพื้นที่ธรรมชาติเนาะทะเลเนาะแทนที่แบบต้นไม้มันก็จะได้เจริญเติบโตตามวิถีของมันอะ ตอนเนี้ยมันก็มีขยะมาเบียดเบียนมันอีกอีกด้วยอะค่ะ แล้วก็ไอ้ตัวต้นไม้มันก็ต้องพยายามอยู่รอดขึ้นมาทีเนี้ย การจัดวางงานชิ้นเนี้ย ที่ตั้งชื่อว่า ‘หมากรุก’ เพราะว่าเหมือนจัดให้เป็นช่องตารางสี่เหลี่ยมเนาะแล้วก็ เหมือนเป็นการบุกรุกของขยะอะค่ะ ที่มาบุกรุกเข้ามายังพื้นที่ธรรมชาติอะค่ะ ในตัวงานก็เลยจะประกอบด้วยต้นไม้ที่เก็บมาจากทะเลค่ะ ที่เจริญเติบโตอยู่ในวัสดุที่เป็นขยะที่เก็บได้จากที่ทะเลเช่นกันค่ะ ส่วนใหญ่มันก็จะเป็นของใช้ในชีวิตประจําวันเราอย่างเช่น หวี แปรง ไฟแช็ก ด้ามไม้กวาด มีด หรือว่าก๊อกน้ํา ขวดน้ํา ภาชนะทั่วไปค่ะ หรือว่า เป็นเศษโฟมอะไรแบบเนี้ยค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นที่ชุมพรค่ะแต่ว่าก็จะมีทะเลที่อื่นบ้างค่ะ ก็คือเก็บจากที่เป็นขยะเลย ชุดนี้ก็จะประมาณนี้ค่ะ เป็นการบุกรุกพื้นที่ธรรมชาติของขยะทะเลค่ะ จริงจริงมันก็คือของมนุษย์นั่นแหละ

ส่วนอีกชิ้นนึงนะคะ มันเป็นจากข่าวไมโครพลาสติกอ่ะค่ะ ไม่รู้ว่าติดในกระเพาะปลาทูข่าวนี้เพิ่งเห็นมาเมื่อประมาณปีที่แล้วค่ะ ศูนย์วิจัยทางทะเลจังหวัดตรังวิจัยออกมาว่าเจอไมโครพลาสติกในกระเพาะปลาทู 78 ชิ้นต่อหนึ่งตัวก็เลย ในระหว่างที่เราทํางานขยะชิ้นใหญ่ใหญ่เนี่ย เราก็รู้สึกว่า เออ ข่าวนี้มันดูน่ากลัวจังเลย ถ้าไม่พบปกติไม่ได้อยู่ในปลาทูอ่ะค่ะ มันจะอยู่ที่ไหนได้บ้างก็เลยไปลองไปสํารวจอาหารที่ไปประจํานี่ล่ะค่ะ จริงจริงแล้วมันก็ปะปนอยู่ในบนชายหาดที่ปกติเลยเหมือนกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแบบหาดที่จะมีขยะซัดกองขึ้นมาเยอะเยอะ มันก็จะแทรกตัวอยู่ข้างใต้นั้น มันคือพลาสติกที่ไม่ขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรลงไป หรือแม้กระทั่งชายหาดที่ดูเหมือนสะอาดสะอาดอะค่ะ แต่ว่าเมื่อเราลองมองเข้าไปใกล้ใกล้แล้วก็จะเจอตัวไมโครพลาสติกอะค่ะ กระจายตัวปะปนอยู่ในธรรมชาติด้วยแทนไป มันเกิดจากพลาสติกชิ้นใหญ่อะค่ะ แตกตัวแล้วก็ย่อยสลาย มันก็จะโดนน้ําโดนน้ําทะเลโดนแสงแดดอะไรอย่างเงี้ยค่ะ กัดกร่อนไปมันก็ค่อยค่อยผุจากใหญ่ก็เล็กลงเล็กลงจนถึงใช่มันก็เปื่อยยุ่ยนําอะไรเงี้ยค่ะ แต่ว่ามันไม่ได้หายไปไหนมันก็ปนอยู่ในธรรมชาติที่เราอาศัยอยู่เนี่ยอะค่ะ ทีเนี้ยก็เลยนําไปเก็บไอ้วัสดุตัวเนี้ยไมโครพลาสติกที่ว่าเนี่ยมาติดเป็นงานศิลปะค่ะ เอาตัวพลาสติกที่เก็บได้มาจากทะเลอะค่ะ ใช้วิธีการร่อนออกมา แล้วก็นํามาปะติดลงบนเฟรมผ้าใบอะค่ะ โดยตัวงานก็จะติดลงบนเค้าเรียกว่าอะไรตีเป็นช่องเป็นตารางอะค่ะ ขนาด 5 คูณ 5 มิลลิเมตร แล้วก็ในภาพเนี้ยค่ะ จะเป็นภาพของแม่น้ําท่าจีนค่ะที่จะเป็นใช่ใช่หมายถึงว่าคือจริงจริงอะพลาสติกอ่ะ มันก็ปนอยู่ในทุกที่อ่ะค่ะใช่ ไม่ได้จําเป็นว่าเก็บมาจากที่ไหน มันจะเป็นภาพของตัวแม่น้ําที่ไหลออกสู่ทะเล แล้วก็เป็นตัวตัวเส้นที่เน้นอ่ะค่ะ จะเป็นเส้นของแม่น้ํา อยากให้เห็นความเชื่อมโยงกัน ของระหว่างตัวชุมชนแม่น้ําแล้วก็ทะเลค่ะ เห็นความเชื่อมโยงความสัมพันธ์กันค่ะ ประมาณนี้ค่ะ
“วริศรา จิรัฐิติเจริญ”

ศิลปินสื่อผสมจากจังหวัดเชียงใหม่ สำรวจเส้นแบ่งที่พร่าเลือนระหว่างธรรมชาติ เทคโนโลยี และจินตนาการ ผ่านการใช้สื่อผสมระหว่างวัตถุจริงและดิจิทัล เธอชวนผู้ชมตั้งคำถามถึงกระบวนการสร้างความหมาย การรับรู้ และคุณค่าที่มนุษย์มอบให้กับสิ่งต่าง ๆ ด้วยการรื้อกรอบความคิดที่แยกสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไร้ชีวิต มนุษย์กับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์

“ตอนนี้มีอยู่ 3 ชิ้น แต่ว่าเป็นงานเซ็ตเดียวกันอ่ะค่ะ เริ่มจากวิดีโอก่อนวิดีโอจะเป็น งานได้ดูวันนี้งานมันอีก สปาจากไหน งานอินสปาย มาจากการตั้งคําถามเกี่ยวกับสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถจําแนกได้ค่ะ ธีมของนิทรรศการคือ แอนโทโปรตีน ก็คือ มนุษย์ กําลังควบคุมทุกอย่างจนเกินไป นี่ก็เลยสนใจเรื่องแนวคิดที่มนุษย์ไม่สามารถควบคุมหรือรู้ธรรมชาติได้ทั้งหมดเลย ก็เลยเริ่มต้นจากการลงพื้นที่ ในแถวสวนเบญอ่ะค่ะ แล้วก็เก็บภาพถ่ายรูปพวกแบบว่าธรรมชาติต่างต่างที่มันสอดแทรกอยู่ในเมืองเช่นแบบกิ่งไม้ใบหญ้าอะไร ต่างต่างแล้วมีก็ใช้เอไอช่วยในการแบบว่าลองให้มันจําแนกดูว่ามันรู้ไหมว่าแต่ละต้นน่ะคือต้นอะไรบ้าง ซึ่งถ้าสมมุติเอไอไม่รู้ก็แสดงว่าคนรู้ไม่พอที่จะให้อ่ะใช่มันก็เลยแบบเอาตรงนี้มาเล่นเพราะว่าอยากสํารวจความสัมพันธ์ระหว่างคนธรรมชาติแล้วก็เทคโนโลยีด้วย เป็น 3 แฟกเตอร์อันนี้มารวมกันแล้วมันก็เลยเกิดเป็นตัวละครหลักที่อยู่ในวีดีโออะค่ะ จะเป็นต้นไม้ที่ไม่มีชื่อก็คือเป็นต้นที่ระบบมองไม่เห็นเป็นที่ที่คนไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร แต่บีสนใจในเรื่องนี้ เพราะว่า การที่มันไม่มีชื่อมันไม่ได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริง การที่มันไม่มีชื่อแล้วมันก็มีอยู่ แต่ว่ามันแค่มีอยู่ในฐานะที่มันมีอยู่เท่านั้นแบบว่ามันก็มีหน้าที่ของมันเองโดยที่มนุษย์ไม่จําเป็น ต้องไปควบคุม หรือว่าตีความว่ามันคืออะไรอะไรอย่างเงี้ย แล้วมันก็เลยกลายเป็นการเล่าเรื่องในวิดีโอที่มีผึ้งเป็น ตัวกลางในการสํารวจต้นไม้ต้นต้นที่บีสร้างขึ้นมาจากที่ไปรวบรวมมา ก็เอามาลงกันเป็นหนึ่งต้น แบบเอาทั้งกิ่ง ทั้งลําต้นอะไรอย่างเงี้ยค่ะ มีม้าด้วยก็คือจริงจริงแล้วอันเนี้ยค่ะ มันอยู่ในท่อน้ํามันเป็นโรค คือตอนที่ไปสํารวจในสวนเบญมีก็เจอพวกวาล์วน้ําท่อน้ําที่มันผุดขึ้นมากับธรรมชาติก็เลยสนใจว่าพวกท่อน้ํามันก็เหมือนเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นแต่มันก็มีอยู่แล้ว มันก็แบบว่าสามารถมีอะไรไปอยู่ในนั้นได้ โดยที่คนคนอาจจะมองไม่เห็นก็เลยเหมือนสร้างโลกจําลองกึ่งจินตนาการอะค่ะ เป็นแบบเอาสัตว์ที่เหมือนกับว่ามีทั้งสัตว์บก สัตว์น้ํา สัตว์จริงๆ แบบหอยทากอะไรอย่างเงี้ยค่ะ แบบมารวมอยู่ในวีดีโอนี้ ใช่ค่ะ”

“ต้นไม้จะมีเสียงของผึ้งอะค่ะ ถ้าสมมติคนไปจับจะได้ยินเสียงผึ้งขึ้นมา ต้นไม้ของจริงค่ะ ต้นไม้อันนี้เป็นต้นไม้ที่ทางทีมที่เป็นนักเพาะต้นไม้ในนิทรรศการนี้ค่ะ เค้าปลูกมาให้เหมือนทํางานร่วมกันอะค่ะ แล้วมีก็ทํางานร่วมกับเทคโนโลยีที่เอาวงจร อะไรหลายหลายอย่างมาทําให้มันเกิดเสียงเป็นเสียงของผึ้งอีกทีนึง เหมือนเป็นคนไปยืนอยู่ข้างหลังอันนั้นแล้วมองไปที่งานแล้วก็จะได้ยินเสียงผึ้งด้วยเหมือนกับว่าเราเป็นผึ้งที่กําลังสํารวจสํารวจสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนั้นนะคะ จริงจริงแล้วตอนนี้ต้นนั้นมันก็สัมผัสกันเอง มันก็ทําให้เกิดเสียงอะค่ะ เหมือนเสียงผึ้งตรงเนี้ยค่ะ มันจะมีเสียงผึ้งแอนเดรียสอยู่ แต่ว่าถ้าเราไปสัมผัสแบบอย่างสัมผัสอย่างงี้ได้เสียงมันจะดังขึ้น”

นอกจากผลงานของ 4 ศิลปินแล้ว นิทรรศการยังได้มีการออกแบบพื้นที่จัดแสดงโดย Elemental Living ร่วมกับนักออกแบบพืชศิลป์ สาธิต พุทธวรารักษ์ ที่จะเปลี่ยนพื้นที่กลางเมืองให้กลายเป็นจุดเชื่อมต่อของธรรมชาติ และศิลปะอย่างลงตัว
