“นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) คนใหม่ พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหนังสือไทย ท่ามกลางความท้าทายมากมายทั้งที่ควบคุมได้และไม่ได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการอ่านของประชาชน ไม่เพียงแต่เลือกหนังสือที่ตัวเองสนใจเท่านั้นแต่ยังนิยมอ่านผ่านอีบุ๊กและคอนเทนต์ออนไลน์มากขึ้น ทำให้สำนักพิมพ์ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้ล้าหลัง นอกจากนี้การเติบโตในตลาดหนังสือไทยก็มีอัตราการเติบโตที่ชะลอตัวลงในบางกลุ่ม

นายณัฐกร กล่าวว่า “แม้จะมีความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการอ่านและสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก สมาคมฯ ยังมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการอ่าน สร้างการตระหนักรู้ในระดับสากล และเพิ่มความเข้มแข็งให้กับธุรกิจหนังสือในประเทศ การมีบทบาทอย่างต่อเนื่องในการสนับสนุนสมาชิกและการปรับตัวของสำนักพิมพ์ในท่ามกลางยุคดิจิทัลจึงเป็นก้าวสำคัญที่สมาคมฯ ต้องมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป”

วิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมหนังสือสมาคมฯ ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ประกอบไปด้วย “สนับสนุนให้สมาชิกเดินหน้าธุรกิจได้อย่างแข็งแรง”, “ส่งเสริมการอ่าน” และ “จัดการและดูแลลิขสิทธิ์” ซึ่งการละเมิดลิขสิทธิ์และหนังสือปลอมถือเป็นปัญหาที่สำคัญ แต่จะพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการซื้อขายลิขสิทธิ์ (Rights Trading Center) ในเอเชีย เพื่อเพิ่มการซื้อขายลิขสิทธิ์ของหนังสือไทยในต่างประเทศ
วันนี้จุดแข็งของสมาคมฯ คือ การมีคณะกรรมการสมาคมฯ ที่มีความรู้ ความชำนาญเฉพาะด้านที่หลากหลาย ในการเข้ามาช่วยขับเคลื่อนพันธกิจให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ คือ การยกระดับอุตสาหกรรมหนังสือไทยให้เติบโตและยั่งยืนในระยะยาว โดยการเชื่อมโยงสำนักพิมพ์และร้านหนังสืออิสระให้มากขึ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศของอุตสาหกรรมซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าสำนักพิมพ์และร้านหนังสือต้องรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก ผ่านการจัดงานหนังสือที่น่าสนใจและการส่งเสริมการขายหนังสือในรูปแบบที่เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น, ส่งเสริมการอ่าน กระตุ้นนักอ่านหน้าใหม่ และขยายตลาดในต่างประเทศ ซึ่งการกระตุ้นให้เกิดนักอ่านหน้าใหม่และเพิ่มการเข้าถึงตลาดหนังสือ ทั้งในรูปแบบหนังสือเล่มและอีบุ๊ก จะช่วยส่งเสริมการอ่านให้กว้างขวางขึ้น เพื่อให้ตลาดมีการเติบโตในระยะยาว รวมไปถึงการจัดการและป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์และหนังสือปลอม เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสำนักพิมพ์และนักเขียน, สร้างเครือข่ายการซื้อขายลิขสิทธิ์ในระดับสากล โดยสมาคมฯ จะเป็นศูนย์กลางในการซื้อขายลิขสิทธิ์ (Rights Trading Center) ในเอเชีย ผลักดันการซื้อขายลิขสิทธิ์ที่มีมูลค่ากว่า 60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็น 100 ล้านบาทภายใน 3 ปี พร้อมทั้งส่งเสริมการแปลผลงานเป็นภาษาอังกฤษเพื่ออำนวยความสะดวกในการขายลิขสิทธิ์ไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการซื้อขายลิขสิทธิ์ในเอเชีย, การขยายการจัดงานหนังสือฯ ไปสู่เมืองรองและการสร้างรายได้ให้กับสมาชิกในภูมิภาค เช่น นครราชสีมา, สุราษฎร์ธานี, และภูเก็ต เพื่อให้สำนักพิมพ์สามารถเข้าถึงตลาดในพื้นที่นั้นๆ และช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในท้องถิ่น และ การผลักดันให้เกิดการสนับสนุนจากรัฐบาล โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณในการซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาสในการอ่านให้กับเด็กและเยาวชน และยังเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตหนังสือและส่งเสริมการอ่านอย่างยั่งยืน

นายณัฐกร กล่าวว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังคงเห็นการอ่านหนังสือเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการสอบหรือการศึกษามากกว่าความสนุกสนาน สมาคมฯ จึงมุ่งมั่นในการปรับเปลี่ยนแนวคิดนี้ โดยเชื่อว่าการส่งเสริมการอ่านสามารถทำให้คนไทยมีพฤติกรรมการอ่านที่ดีขึ้น ขณะที่บทบาทของภาครัฐก็ควรมีส่วนช่วย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับในต่างประเทศ ยังถือว่ามีสัดส่วนที่น้อย ดังนั้นจึงอยากเสนอแนะให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณในการซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดทั่วประเทศ เพื่อให้ราคาหนังสือถูกลง และกระตุ้นให้ห้องสมุดมีหนังสือใหม่ๆ ที่น่าสนใจ
ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมหนังสือยังเป็นหนึ่งใน Soft Power ของประเทศ รัฐบาลจึงจำเป็นจะต้องสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันและขับเคลื่อนในอุตสาหกรรมได้ ซึ่งวันนี้นอกจากหนังสือที่ได้รับการยอมรับและถูกนำไปแปลเป็นภาษาต่างๆ อย่างแพร่หลายในต่างประเทศแล้ว ยังมีการซื้อลิขสิทธิ์ไปจัดทำเป็นภาพยนตร์ ซีรีส์ สารคดี ที่หลากหลายมากมาย ซึ่งหากรัฐบาลช่วยสนับสนุนและส่งผลก็จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในด้านดิจิทัลและการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อเข้าถึงนักอ่านในยุคใหม่
สุดท้าย มหกรรมหนังสือระดับชาติในครั้งนี้ ภายใต้แนวคิด “Melody of Books” จะมีสีสัน ความสนุกสนาน พร้อมกิจกรรมที่น่าสนใจ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 9-19 ตุลาคม 2568
